Archive by Author
24 ส.ค.

วิธีสอนโดยใช้เกม

วิธีสอนโดยใช้เกม

ความหมาย ( ทิศนา แขมมณี 2543 : 81 – 85 )
วิธีสอนโดยใช้เกม เป็นวิธีการที่ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เรื่องต่าง ๆ อย่างสนุกสนานและท้าทายความสามารถ โดยผู้เรียนเป็นผู้เล่นเอง ทำให้ได้รับประสบการณ์ตรง เป็นวิธีการที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมสูง

ขั้นตอนสำคัญของการสอน
1. ผู้สอนนำเสนอเกม ชี้แจงวิธีการเล่น และกติกาการเล่น
2. ผู้เรียนเล่นเกมตามกติกา
3. ผู้สอนและผู้เรียนอภิปรายเกี่ยวกับผลการเล่นและวิธีการเล่นหรือพฤติกรรมการเล่นของผู้เรียน

เทคนิคและข้อเสนอแนะต่าง ๆ ในการใช้วิธีสอนโดยใช้เกมให้มีประสิทธิภาพ
การเลือกและการนำเสนอเกม
เกมที่นำมาใช้ในการสอนส่วนใหญ่จะเป็นเกมที่เรียกว่า “ เกมการศึกษา ” คือเป็นเกมที่มีวัตถุประสงค์ มุ่งให้ผู้เล่นเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ มิใช่เพื่อความบันเทิงเป็นสำคัญมาใช้ในการสอน โดยนำมาเพิ่มขั้นตอนสำคัญคือการวิเคราะห์อภิปรายเพื่อการเรียนรู้ได้

การเลือกเกมเพื่อนำมาใช้สอนทำได้หลายวิธี ผู้สอนอาจเป็นผู้สร้างเกมขึ้นให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ของการสอนของตนก็ได้ หรืออาจนำเกมที่มีผู้สร้างขึ้นแล้วมาปรับคัดแปลงให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ตรงกับความต้องการของตน แล้วนำไปใช้สอนเลยก็ได้ หากผู้สอนต้องการสร้างเกมขึ้นใช้เอง ผู้สอนจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีสร้างและจะต้องทดลองใช้เกมที่สร้างหลาย ๆ ครั้ง จนกระทั่งแน่ใจว่าสามารถใช้ได้ผลดีตามวัตถุประสงค์ หากเป็นการคัดแปลง ผู้สอนจำเป็นต้องศึกษาเกมนั้นให้เข้าใจ แล้วจึงคัดแปลงและทดลองใช้ก่อนเช่นกัน สำหรับการนำเกมการศึกษามาใช้เลยนั้น ผู้สอนจำเป็นต้องศึกษาเกมนั้นให้เข้าใจและลอง เล่นเกมนั้นก่อน เพื่อจะได้เห็นประเด็นและข้อขัดข้องต่าง ๆ

การชี้แจงวิธีการเล่น และกติกาการเล่น
เกมแต่ละเกมมีวิธีการเล่นและกติกาการเล่นที่มีความยุ่งยากซับซ้อนมากน้อยแตกต่างกัน แต่ถ้าเกมนั้นมีความซับซ้อนมาก ผู้สอนควรจัดลำดับขั้นตอนและให้รายละเอียดที่ชัดเจนโดยอาจต้องใช้สื่อเข้าช่วย และอาจให้ผู้เรียนซ้อมเล่นก่อนการเล่นจริง

การเล่นเกม
ก่อนการเล่น ผู้สอนควรจัดสถานที่ของการเล่นให้อยู่ในสภาพที่เอื้อต่อการเล่นอาจจะทำให้การเล่นเป็นไปอย่างติดขัด และเสียเวลา เสียอารมณ์ของผู้เล่นด้วย การเล่นควรเป็นไปตามลำดับขั้นตอน และในบางกรณีต้องควบคุมเวลาในการเล่นด้วย ในขณะที่ผู้เรียนกำลังเล่นเกม ผู้สอนควรติดตามสังเกตพฤติกรรมการเล่นของผู้เรียนอย่างใกล้ชิด และควรบันทึกข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนไว้ เพื่อนำไปใช้ในการอภิปรายหลังการเล่น

การอภิปรายหลังการเล่น
ขั้นตอนนี้เป็นขั้นที่สำคัญมาก หากขาดขั้นตอนนี้ การเล่นเกมก็คงไม่ใช่วิธีสอนเป็นเพียงการเล่นเกมธรรมดา ๆ จุดเน้นของเกมอยู่ที่การเรียนรู้ยุทธวิธีต่าง ๆ ที่จะเอาชนะอุปสรรคเพื่อจะไปให้ถึงเป้าหมาย ผู้สอนจำเป็นต้องเข้าใจว่า จุดเน้นของการใช้เกมในการสอนนั้น ก็เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์

การอภิปราย จึงควรมุ่งประเด็นไปตามวัตถุประสงค์ของการสอน ถ้าการใช้เกมนั้นมุ่งเพียงเป็นเครื่องมือฝึกทักษะให้ผู้เรียน การอภิปรายก็ควรมุ่งไปที่ทักษะนั้น ๆ แต่ถ้ามุ่งเนื้อหาสาระจากเกม ก็ควรอภิปรายในประเด็นที่ว่า ผู้เรียนได้เรียนรู้เนื้อหาสาระอะไรจากเกมบ้าง รู้ได้อย่างไร ด้วยวิธีใด มีความเข้าใจในเนื้อหาสาระนั้นอย่างไร ถ้ามุ่งการเรียนรู้ความเป็นจริงของสถานการณ์ ก็ควรอภิปรายในประเด็นที่ว่า ผู้เรียนได้เรียนรู้ความจริงอะไรบ้าง การเรียนรู้นั้นได้มาจากไหน และอย่างไร ผู้เรียนได้ตัดสินใจอะไรบ้าง ทำไม่จึงตัดสินใจเช่นนั้น
ข้อดีและข้อจำกัดของวิธีสอนโดยใช้เกม
ข้อดี
1. เป็นวิธีสอนที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ โดยการเห็นประจักษ์แจ้งด้วยตนเองทำให้การเรียนรู้นั้นมีความหมาย และอยู่คงทน
2. เป็นวิธีสอนที่ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้สูง ผู้เรียนได้รับความสนุกสนาน และเกิดการเรียนรู้จากการเล่น
3. เป็นวิธีสอนที่ผู้สอนไม่เหนื่อยแรงมากขณะสอนและผู้เรียนชอบ

ข้อจำกัด
1. เป็นวิธีสอนที่ใช้เวลามาก
2. เป็นวิธีสอนที่ต้องอาศัยการเตรียมการมาก
3. เป็นวิธีสอนที่มีค่าใช้จ่าย

ที่มา

http://www.arts.ac.th

การใช้เกมเพื่อการศึกษา (ไทยรัฐ)

18 ส.ค.

การใช้เกมเพื่อการศึกษา (ไทยรัฐ)

ประมาณ 30 กว่าปีมาแล้วเมื่อเริ่มมีคอมพิวเตอร์เกม นักเรียนของกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาที่มีประสบการณ์เล่นเกมมาก่อนสามารถใช้อาวุธกับเครื่องบินรบได้ดีกว่านักเรียนที่ไม่มีประสบการณ์เล่นเกมมาก่อน เพราะการใช้ Joystick ในการเล่นเกมนั้นสอดคล้องกับการใช้คันบังคับกับเครื่องบินรบ การกะระยะการเคลื่อนที่ของ Cursor หรือตัวชี้ตำแหน่งบนหน้าจออย่างรวดเร็วเป็นความเป็นความตายของนักบินรบ นักเรียนที่มีประสบการณ์เล่นคอมพิวเตอร์เกมมาก่อนจะมีสมรรถนะบินเครื่องบินรบและใช้อาวุธสูงกว่าผู้ไม่มีประสบการเล่นเกมคอมพิวเตอร์มาก่อน แต่ในปัจจุบันนักเรียนชาวอเมริกันทุกคนเคยเล่นเกมคอมพิวเตอร์ทุกคนการศึกษาเปรียบเทียบสมรรถนะของนักเรียนที่เคยเล่นเกมคอมพิวเตอร์และไม่เคยเล่นเกมคอมพิวเตอร์จึงไม่มีให้นำมาใช้ศึกษาอ้างอิงอีก

การเล่นเกมในสหรัฐอเมริกาเมื่อ 30 ปี ก่อนหน้านี้ คือในช่วงปี ค.ศ. 1980 เป็นต้นมา คอมพิวเตอร์ตามบ้านยังไม่แพร่หลาย ยังไม่มี อินเตอร์เน็ต แต่มีคอมพิวเตอร์เกมให้เล่นในศูนย์การค้าหรือห้างสรรพสินค้าเรียกว่า Acade Game ผู้เล่นเกมต้องใช้การหยอดเหรียญใส่ในตู้เกมแล้วเล่น ราคาในตอนนั้นคือ 25 เซ็นต์ หรือ ใช้เหรียญควอเตอร์ 1 เหรียญ ห้องเกมหรือ Game Room จะมีอยู่ในห้างสรรพสินค้าทั่วไป นอกจากนี้ยังพบเห็นตู้เกมได้ตามแหล่งบันเทิงต่างๆ เช่น ตามหน้าโรงภาพยนตร์ คาสิโน ผับ บาร์ อีกด้วย

ลักษณะของคอมพิวเตอร์เกมจะออกแบบมาเป็นชุดสำเร็จมองดูเหมือนตู้ คนไทยจึงเรียกว่า “ตู้เกม” การจำแนกประเภทของเกมมีหลายแบบ เช่น ในมลรัฐ Texas แบ่งเกมออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ แบบแรกเรียกว่าแบบ Redemption เป็นเกมที่เล่นแล้วมีสิ่งของตอบแทน เช่น เกมคีบตุ๊กตาผ้าทำเป็นสัตว์ต่างๆ หรือ Animal Plush และอีกแบบหนึ่งเรียกว่าแบบ Novelty เป็นแบบที่ผู้เล่นเกมทำการเล่นกับเกมที่ตนเองเลือกเล่นโดยตรงไม่มีสิ่งตอบแทนเป็นสิ่งของนอกจากความสนุกตื่นเต้น ทั้งสองแบบมีการควบคุมโดยการจดทะเบียนชื่อเกม และ Serial Number ของตู้เกมนั้น และมีการเก็บภาษีเป็นรายปีเหมือนรถยนต์ ผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลตู้เกมตามที่ต่างๆ ว่าเสียภาษีแล้วหรือยังเรียกว่า Comptroller ถ้าพบว่าไม่จดทะเบียนและเสียภาษีก็มีความผิด

เกมบางชนิดอาจถูกจัดเป็นการพนันได้ เกมเหล่านี้จะได้รับอนุญาตให้มีได้เฉพาะเขตที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น เช่น ในอดีตPinball คนไทยเรียกว่า “ตู้ม้า” ในยุคเริ่มแรก ซึ่งจะมีลูกบอลลูกเดียว ผู้เล่นพยายามดีดลูกบอลไม่ให้ตกลงมาข้างล่างด้วยปุ่มควบคุมข้างๆ เพื่อรักษาไม่ให้ลูกบอลตกลงมาได้ และจะมีคะแนนให้ถ้าผู้เล่นสามารถทำคะแนนถึงระดับที่กำหนดไว้จะได้เงินคืนกลับมามากน้อยตามจำนวนที่ทำคะแนนได้ ในยุคแรกๆ ราคาค่าเล่นเพียง 1 เซ็นต์ หรือ One Penny และมีลูกบอล 1 ลูกเท่านั้น ถ้าผู้เล่นโชคไม่ดี ก็เสียเงินฟรีเพราะลูกบอลไหลกลับลงมาข้างล่างโดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้พยายามเก็บลูกบอลไว้บนกระดานเลย แต่ถ้าโชคดีได้เล่นและมีคะแนนมากจะได้เงินตอบแทนไหลออกมาจากเครื่องจึงเข้าข่ายเป็นการพนัน ต่อมา Pinball ได้เปลี่ยนเป็นมีลูกบอลหลายลูก เช่น 3-5 ลูก สำหรับให้ผู้เล่นได้เล่นเกมอย่างสนุกได้โดยไม่มีเงินตอบแทนไหลออกมาให้กับผู้ที่ทำคะแนนได้ จึงทำให้ไม่เข้าข่ายเป็นการพนันของกฎหมายอเมริกัน (Pinball นี้ได้นำไปตั้งในห้างสรรพสินค้าหรือ Acade จึงเป็นที่มาของ Acade Game)

แต่ภาพลักษณ์ของ “ตู้ม้า” หรือ Pinball แบบเดิมยังคงเป็นอยู่ในประเทศไทยทำให้กลายเป็นสิ่งผิดกฎหมายเนื่องจากกฎหมายเขียนไว้โดยความเข้าใจในยุคสมัยนั้นทั้ง ๆ ที่รูปแบบของ Pinball เปลี่ยนไปแล้วและยังทำให้ ตู้เกมอื่นๆ ถูกมองว่าเป็นอุปกรณ์การเล่นการพนันไปด้วย นอกจากนั้นตู้เกมยังถูกมองเป็นสิ่งเลวร้าย เป็นการมอมเมาเยาวชน เป็นการส่งเสริมให้เด็กมั่วสุม และอื่นๆ มากมายสุดจะพรรณา

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนี้ ความเข้าใจเรื่องตู้เกม และเกมคอมพิวเตอร์ของรัฐบาลเปลี่ยนไปแล้ว นับเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการส่งเสริมการพัฒนาเกมคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจแบบ Creative Economy ในยุคนี้

ในสมัยก่อนเชื่อกันว่าการเล่นเกมต่าง ๆ จะช่วยฝึกสมองและการทำงานร่วมกันได้ดี การฝึกทหารให้รู้จักยุทธวิธีในการทำสงครามจึงใช้เกมเป็นเครื่องช่วยในการฝึก เกมที่ใช้ในการฝึกทหารหรือ War Game นี้ยังเป็นที่นิยมฝึกกันจนถึงปัจจุบัน เช่น ทหารไทยกับทหารอเมริกันได้เล่นเกมสงครามเพื่อการฝึกทักษะและยุทธวิธี ตลอดจนเครื่องมือเครื่องใช้ทางการทหารที่คิดค้นขึ้นเป็นประจำเกือบทุกปีเป็นที่รู้จักกันดีเมื่อพูดถึงการฝึกร่วม “Cobra Gold” และนอกจากนี้ยังมีการฝึกร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย

War Game ในยุคเริ่มต้น เรียกว่า Wei-chi มีความหมายว่า “ทำให้ดีขึ้น” (Enrichment) คาดกันว่าเริ่มมีเมื่อประมาณเกือบ 4000 ปีมาแล้ว และเกมนี้ญี่ปุ่นได้นำมาใช้เมื่อราวๆ ปี ค.ศ. 800 จนถึงปัจจุบันรู้จักกันในชื่อเกมนี้ว่า “GO” เกมที่เชื่อกันว่าช่วยเสริมสร้างภูมิปัญญาและร่างกายนั้นมีในประเทศอินเดียเช่นกันชื่อว่า “Chaturanga” ลักษณะของเกมจะเป็นการจำลองสถานการณ์ในสมรภูมิรบ มีทหารเดินเท้า ขี่ช้าง ขี่ม้า เข้าประจันหน้ากัน และชาวตะวันตกนำเอาลักษณะเกมการเล่นไปทำเป็นเกมหมากรุก (Chess) ในช่วงของยุคกลาง (Middle Age) ถึงแม้จะไม่นำไปใช้ฝึกทหารในการรบจริง และยุทธวิธีและเทคนิคของการเล่นหมากรุกก็ยังใช้ในการฝึกยุทธวิธีอยู่ และจุดหมายของเกมหมากรุกก็ยังเหมือนเดิมคือเอาชนะฝ่ายตรงข้ามแล้วจัดการเก็บหัวหน้าฝ่ายตรงข้ามเสียที่เรียกว่า “King” หรือ “ตัวขุน” ก็จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามแพ้ไป

ในปัจจุบันเทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์ทำให้เกิดเกมการเล่นขึ้นมาใหม่ เรียกว่า Video Game จุดสำคัญของการใช้คอมพิวเตอร์ในการสร้างเกมการฝึกเริ่มเมื่อในราว ค.ศ. 1950-1960 เมื่อคอมพิวเตอร์ถูกนำมาใช้สร้างสถานการณ์จำลองที่วิกฤต (Crisis Game) เป็นการสร้างเกมขึ้นโดยบริษัท RAND Corporation ในการสมมุติสถานการณ์ของสงครามเย็นระหว่างค่ายเสรีนิยม กับค่ายคอมมิวนิสต์ แล้วฝึกการทหารแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นรวมทั้งหาแนวทางในการวางแผนเพื่อเอาชนะสงครามเย็นนั้นให้ได้ และปัจจุบันสหรัฐอเมริกาได้ประกาศแล้วว่า สงครามเย็นได้สิ้นสุดลงโดยอเมริกาหรือฝ่ายเสรีนิยมเป็นฝ่ายชนะ และฝ่ายคอมมิวนิสต์ได้แก่ ฝ่ายรัสเซียและประเทศแถบยุโรปตะวันออกต้องล้มเลิกระบบคอมมิวนิสต์และหันมาใช้ระบบใหม่ในการปฏิรูปเศรษฐกิจและการปกครองของตน เกมจึงมีบทบาทสำคัญในการฝึกเพื่อพัฒนาความสามารถอย่างมาก ซึ่งทั้งญี่ปุ่นและเยอรมันก็ใช้ War Game ในการฝึกทหารของตนเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่นเดียวกับทางฝ่ายพันธมิตรก็ใช้ War Game เช่นกัน

หลังจากที่ RAND Corporation ได้ใช้เกมทดลองฝึกคนให้มีความสามารถในการใช้ยุทธวิธีในการดำเนินงาน และวางแผนเอาชนะสงครามเย็น เกมได้รับการพัฒนาและนำมาใช้ในการฝึกบทเรียนที่วิกฤตในมหาวิทยาลัยโดยผู้เรียนที่ศึกษาในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ใช้เกมในการสมมุตินโยบายต่างประเทศของแต่ละประเทศแล้วลองเล่นเกมดูตามแนวทางที่สมมุติขึ้นถึงการตัดสินใจของรัฐบาลในเงื่อนไขและสภาพการณ์ต่าง ๆ

ในปี ค.ศ.1956 American Management Association (AMA) ได้ทำการพัฒนา AMA Top Management Decision Simulation ซึ่งเป็นเกมคอมพิวเตอร์ให้ผู้เข้ารับการฝึกหัดตัดสินใจในปัญหาทางด้านบริหารธุรกิจที่วิกฤติ เช่นเดียวกับที่ทหารได้รับการฝึก แต่เนื้อหาต่างกันโดยคอมพิวเตอร์จะสร้างสถานการณ์ทางธุรกิจขึ้นให้ผู้เข้ารับการฝึกหัดใช้กระบวนการตัดสินใจปรากฏว่าผู้เข้ารับการฝึกให้ความสนใจเป็นอย่างมาก นับเป็นการนำเอาวิธีการฝึกของทหารเข้ามาใช้ในการฝึกเมื่อยามสันติและประยุกต์ในด้านการศึกษาอบรมในชั้นเรียนในกระบวนวิชาต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี

บุคคลหนึ่งในช่วงปี ค.ศ.1950-1960 นี้ที่ทำให้เกิดพัฒนาทางด้านเกมและการสร้างสถานการณ์จำลองในห้องเรียนขึ้น ได้แก่ Clark C. Abt. เขาเป็นวิศวกรได้สร้างเกมจำลองสถานการณ์ตลอดจนปัญหาของการรบในสนามรบ ซึ่งปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเริ่มซับซ้อนมากขึ้นอันเกี่ยวเนื่องกับสงครามไม่เฉพาะด้านการใช้กำลังทหารเท่านั้น แต่ยังรวมเอาปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยแสดงผลของการใช้กำลังทหารที่จะกระทบต่อปัญหาต่าง ๆ ทำให้เกมการสร้างสถานการณ์จำลองมีความเกี่ยวข้องกับมนุษย์และพฤติกรรมมนุษย์มากขึ้น ต่อมา Abt ได้กลับไปศึกษาต่อ Ph.D. ที่ MIT และต่อมาได้ตั้งบริษัทของตนเองชื่อ Abt. Associates ในปี 1965

ในระยะเวลาอีก 2-3 ปี ต่อ Abt. Association ได้กลายเป็นบริษัทผู้นำทางด้านการใช้เกมในชั้นเรียน เกมนี้ได้รับความนิยมแพร่หลาย ได้แก่ Pollution, Neighborhood, Empire, Manchester, Colony, และ Caribou Hunting Game การใช้เกมเพื่อการจำลองสถานการณ์ให้ผู้เรียนได้เล่นเพื่อให้เกิดความรู้ที่ Abt Association ทำขึ้นได้รับความสนใจจากนักการศึกษามาก ทั้งนี้สอดคล้องกับกลวิธีของการสอน และทฤษฎีการสอนของ Jerome Bruner และ John Dewey ซึ่งให้ความสำคัญของผู้เรียนที่มีส่วนร่วมในการเรียน

การใช้เกมเพื่อการศึกษาได้รับการพัฒนาขึ้นใน John Hopkins University ชื่อ Academic Games Program โครงการนี้นำโดยนักสังคมวิทยา ชื่อ James S. Coleman ในช่วงปี 1966-1973 ได้พัฒนาเกมขึ้นเพื่อใช้ควบคู่กับการเรียนการสอน เช่น เกม Life Career, Democracy, Generation Gap และ Ghetto ผลการศึกษาของทีมงานที่ Johns Hopkins University ครั้งนี้ได้ยืนยันข้อดีของการใช้เกมโดยเฉพาะการชี้ประเด็นปัญหาจากการใช้เกมเพื่อแสดงสถานการณ์

ถึงเวลานี้คงไม่ต้องสงสัยอีกแล้วสำหรับข้อดีต่างๆ ของเกมและรัฐบาลก็มีนโยบายส่งเสริมการพัฒนาเกมคอมพิวเตอร์ แต่ประเด็นที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาคือ “เด็กติดเกม” และแสดงถึงผลเสียต่างๆ ของการติดเกม และวิสัยทัศน์ของการแก้ปัญหาคือ ห้ามมีเกม ห้ามเล่นเกม ห้ามร้านเกม และมีมาตรการต่างๆ ตามมามากมาย การกำหนดเวลาเล่นในร้านเกมทำให้เด็กหลายคนก็ซื้อไปเล่นที่บ้าน ที่โรงเรียน เล่นผ่านอินเตอร์เน็ต ผ่านโทรศัพท์ เลยทำให้การควบคุมดูแลยากขึ้นอีก

เกมไม่เคยทำร้ายใคร เหมือนกับ “ปืน” ไม่เคยฆ่าใคร คนต่างหากที่ฆ่าคนด้วยกัน เกมมีไว้ให้คนเล่น แต่ถ้าคนลุ่มหลงกับเกมนั่นเป็นปัญหาของคนมากกว่าปัญหาของเกม เพราะคนถูกเกมเล่นต้องแก้ที่คน และไม่ควรโทษเกมและทำลายเกมที่มีไว้สำหรับให้คนเล่น ทั้งเกมและปืนเป็นของดีมีประโยชน์ ถ้าคนรู้จักที่จะใช้ให้เป็น ดังนั้น “เกมคนเล่น อย่าให้ เกมเล่นคน”

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

รองศาสตราจารย์ ดร.กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์

ที่มา: http://education.kapook.com/view8725.html

บทความเรื่องศิลปหัตถกรรมเครื่องจักสานในภาคเหนือ

24 พ.ค.

ศิลปหัตถกรรมเครื่องจักสานในภาคเหนือ

พัชรี    ธรรมสุข

คนจักสาน….

จักตอกเกลากลึงลำไผ่ลำแล้วลำเล่าเป็นเส้นสายน้อยนิดเส้นแล้วเส้นเล่า
 นำมาสอดสานขึ้นรูปเป็นชิ้นงานชิ้นแล้วชิ้นเล่าอยู่วันแล้ววันเล่า
โดยมิได้มุ่งหวังจับจองเป็นเจ้าของทุกชิ้น

บางชิ้นถูกแลกเปลี่ยนด้วยสิ่งแลกเปลี่ยนจากผู้ที่รู้ค่า
บางชิ้นถูกแลกเปลี่ยนด้วยสิ่งแลกเปลี่ยนจากผู้ที่ไม่เคยเห็นค่า
หากเพียงสิ่งแลกเปลี่ยนที่เขามีอยู่เหลือเฟือเกินกว่าราคาค่างวดของสิ่งจักสานชิ้นนั้น

 คนจักสาน….

พึงใจหรือไม่กับสิ่งแลกเปลี่ยนจากสิ่งที่ตนเองทุ่มเทสร้างจากผู้ที่ไม่รู้ค่า
หรือคนจักสานเพียงอยากมอบสิ่งที่พึงใจสร้าง
โดยไม่คำนึง…ไม่เลือก…ไม่เจาะจงผู้รับ
เพราะเขามีจิตวิญญาณของ “ผู้สร้าง” และ “ผู้ให้”
กับทั้งไม่เคยตีค่าของสิ่งที่เพียรสร้างด้วยราคาอันสูงลิบลิ่วที่จะได้รับกลับคืนมา

แม้นานไป….

เขาก็คงหลงลืมใครคนนั้นที่เป็นเพียงแค่ ”คนจักสาน”

คนจักสาน….
ยังคงเริ่ม “งานจักสาน” ชิ้นใหม่ต่อไป
แม้รู้ว่ามันจะวนเวียนอยู่ดังเดิม

“เป็นต่าง”
เพราะ ต่าง เป็น ศิษย์มีครู
๑๖ มกราคม ๒๕๕๓

จากบทประพันธ์ดังกล่าวมาข้างต้นนั้นได้แสดงถึงคุณค่าและความงามในจักสานว่าเครื่องจักสานเป็นหัตถกรรมที่มีคุณค่าในตัวเอง การทำงานจักสานเป็นการทำงานด้วยศิลปะที่จะต้องสร้างงานที่ออกมาจากจิตใจที่รักในงานศิลปะสร้างสรรค์ จรรโลงเอกลักษณ์และวัฒนธรรมในท้องถิ่น มีความพยายาม ความฉลาดหลักแหลม ประยุกต์พัฒนารูปแบบให้ดีขึ้น โดยไม่ทิ้งความรู้และภูมิปัญญาเดิมของท้องถิ่น แสดงถึงวิถีชีวิตของคนแต่ละท้องถิ่นไว้  มีการใช้วัตถุดิบซึ่งมีความงามตามธรรมชาติ ในด้านคุณค่าทางศิลปหัตถกรรมเครื่องจักสานทำขึ้นด้วยมือ ด้วยความเพียร พยามยาม และด้วยวามรักในงานศิลปหัตถกรรม จึงมีคุณค่าเฉพาะตัวในแต่ละชิ้น ลวดลายจากการสาน สอด ทอ ถัก และรูปแบบเครื่องจักสานแสดงถึงลักษณะพื้นเมือง พื้นบ้านที่แตกต่างกัน

“ศิลปหัตถกรรม”    หมายถึงสิ่งที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อประโยชน์ใช้สอยและสวยงาม และจะต้องหมายถึงผู้ผลิตจะต้องเป็นผู้ที่เข้าใจในเรื่องศิลปะและหัตถกรรม  คือได้ศึกษาในด้านของศิลปหัตถกรรมมาเป็นอย่างดีแล้ว

กำเนิดและวิวัฒนาการของเครื่องจักสานไทย

มนุษย์อาจจะสามารถทำเครื่องจักสานได้ก่อนสมัยประวัติศาสตร์และทำต่อมาในสมัยประวัติศาสตร์ ดังปรากฏรอยภาชนะจักสานบนผิวภาชนะเครื่องปั้นดินเผาสมัยก่อนประวัติศาสตร์ชิ้นหนึ่ง  จากแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์บ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี และภาชนะดินเผาทรงกระบอกเล็กๆ อีกชิ้นหนึ่งจาก แหล่งโบราณคดีในจังหวัดลพบุรี  ภาชนะดินเผาทั้งสองชิ้นดังกล่าวมีรอยของภาชนะจักสานขัดปรากฏบนผิวด้านนอก  จึงสันนิษฐานว่าทำขึ้นโดนใช้ดินเหนียวยาไล้ลงไปในภาชนะจักสาน   อาจสันนิษฐานได้ว่า  มนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทยรู้จักทำเครื่องจักสานมาก่อนการทำเครื่องปั้นดินเผา  และการทำเครื่องปั้นยุคแรก อาจจะทำโดยการใช้ดินเหนียวยาไล้ลงในแม่แบบ  ทิ้งไว้ให้ดินเหนียวแห้งแล้วจึงนำไปเผา ซึ่งเป็นกรรมวิธีการทำเครื่องปั้นดินเผายุคเริ่มแรก  ก่อนที่จะทำเครื่องปั้นดินเผาด้วยการตีด้วยไม้และหินดุ  และการปั้นโดยใช้แป้นหมุนในยุคต่อมา

การแปรรูปวัตถุดิบที่ใช้ทำเครื่องจักสานเป็นพัฒนาการสำคัญในการทำเครื่องจักสาน  เพราะการใช้วัสดุที่เป็นเส้นเล็ก เช่น ตอก หวาย ย่านลิเภา ทำให้มนุษย์สามารถประดิษฐ์เครื่องจกสานให้มีรูปทรงตามต้องการ และมีความประณีตงดงามยิ่งขึ้น

การทำเครื่องจักสานบางชนิดในบางท้องถิ่น  ช่างจักสานจะสานภาชนะหรือใช้ไม้ทำเป็นแบบให้มีรูปทรงตามความต้องการก่อน  แล้วจึงสานทับแม่แบบอีกทีหนึ่งเพื่อให้ได้เครื่องจักสานที่มีรูปร่างและขนาดเหมือนๆกันเป็นจำนวนมาก

การทำเครื่องจักสานเป็นหัตถกรรมสำคัญยิ่งประเภทหนึ่งในสังคมเกษตรกรรม  เพราะเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ที่ผู้ใช้สามารถสานขึ้นเองจากวัตถุดิบที่มีอยู่ในแต่ละท้องถิ่น  การสร้างรูปททรงและกรรมวิธีในการทำเครื่องจักสานยุคแรกๆ  จะไม่แตกต่างกันนัก  ตั้งแต่การนำใบไม้  เถาวัลย์  มาสานเป็นภาชนะ  สานเป็นเสื่อหรือเรื่องรองนั่ง  ปูนอน นำใบมะพร้าว ใบลาน ใบตาล และเถาวัลย์มาสานเป็นภาชนะอย่างหยาบๆ สำหรับใส่สิ่งของซึ่งทำกันทั่วไป

กำเนินและวิวัฒนาการของเครื่องจักสานในภาคเหนือ

ภาคเหนือ หรือล้านนาไทย เป็นดินแดนที่มีศิลปวัฒนธรรมเฉพาะถิ่น เป็นของตนเอง เป็นเหตุให้เครื่องจักสานในภาคเหนือ มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างไปจากภาคอื่น นอกจากนี้ ภาคเหนือ หรือล้านนาไทย มีสภาพภูมิศาสตร์ที่แตกต่างไปจากภาคอื่นๆ

สภาพการประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม ทำให้ภาคเหนือเป็นแหล่งผลิตเครื่องมือเครื่องใช้จักสานที่สำคัญ นอกจากนี้ ภาคเหนือยังมีวัตถุดิบหลายชนิด ที่นำมาทำเครื่องจักสานได้ เช่น กก แหย่ง ใบลาน และไม้ไผ่ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งไม้ไผ่ ซึ่งมีหลายชนิด ที่ใช้ทำเครื่องจักสานได้ดี

นอกจากสภาพภูมิประเทศ และการประกอบอาชีพของภาคเหนือ ที่เอื้ออำนวยให้ประชาชนทำเครื่องจักสานแล้ว ศิลปวัฒนธรรม ขนบประเพณี และศาสนาของภาคเหนือ ก็เป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่ทำให้เครื่องจักสานภาคเหนือ มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง

ภาคเหนือหรือล้านนาไทยเป็นดินแดนที่เจริญรุ่งเรืองอยู่ในวงล้อมของขุนเขา ทำให้ภาคเหนือมีศิลปวัฒนธรรมเป็นของตนเองมาแต่โบราณ มีภาษาพูด ภาษาเขียน ขนบประเพณี เป็นของตน เอง เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมเฉพาะถิ่นเหล่านี้ เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้เครื่องจักสาน ภาคเหนือมีเอกลักษณ์ของตนเอง

การทำเครื่องจักสานพื้นบ้านภาคเหนือ หรือล้านนาไทยนั้น ทำสืบต่อกันมาแต่โบราณ ดังมีหลักฐานปรากฏในภาพจิตรกรรมฝาผนังหลายแห่ง เช่น ภาพชาวบ้านกับเครื่องจักสานใน ภาพจิตรกรรมฝาผนังวิหารวัดพระสิงห์วรวิหาร อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นภาพชาวบ้านกำลังนั่งสนทนากันอยู่ ข้างๆ ตัว มีภาชนะจักสานชนิดหนึ่งที่เรียกว่า เปี้ยด หรือกระบุงวางอยู่ รูปทรงของเปี้ยดในภาพคล้ายกับเปี้ยดที่ใช้อยู่ใน ปัจจุบัน แสดงว่า ชาวล้านนาสานเปี้ยดใช้มานานนับร้อยปี นอกจากภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดสิงห์วรวิหารแล้ว ยังมีภาพของเครื่องจักสานปรากฏในภาพจิตรกรรมฝาผนังอีกหลายภาพ เช่น ภาพจิตรกรรมฝาผนังวิหารวัดบวกครกหลวง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จิตรกรรมฝาผนังวิหารวัดภูมินทร์ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน

นอกจากนี้ วัฒนธรรมการบริโภคข้าวเหนียวของชาวเหนือ ก็เป็นองค์ประกอบสำคัญอีกประการหนึ่ง ที่ทำให้เกิดเครื่องจักสาน ที่เกี่ยวเนื่องกับการบริโภคข้าวเหนียวหลายอย่าง เช่น ลังถึง ก๋วย ซ้าหวด ก่องข้าว กระติบข้าว แอบ ข้าว ขันโตก ฯลฯ เครื่องจักสานเหล่านี้หลายชนิดมีลักษณะเฉพาะถิ่นโดดเด่น ได้แก่ ก่องข้าว แอบข้าว เปี้ยด เป็นต้น

ก่องข้าว 

ภาชนะสำหรับใส่ข้าวเหนียวนึ่ง สานด้วยไม้ไผ่ มีขนาดและรูปทรงต่างๆ กัน ก่องข้าวของภาคเหนือทั่วไป แบ่งออกเป็น ๓ ส่วน คือ ส่วนฐาน มักจะทำด้วยไม้เป็นรูปกากบาทติดอยู่กับส่วนก้น เพื่อใช้เป็นฐานสำหรับตั้ง ตัวก่อง มักสานก้นเป็นรูปสี่เหลี่ยมหรือกลม ต่อขึ้นมาเป็นทรงกระบอกคอคอดเข้าเล็กน้อย ส่วนที่สามคือ ฝา มีลักษณะเป็นฝาครอบ มักจะมีหูสำหรับร้อยเชือก ที่ใช้เป็นที่หิ้วหรือแขวนมาจากตัวก่อง

แอบข้าว หรือแอ๊บข้าว

ภาชนะใส่ข้าวเหนียวเช่นเดียวกับก่องข้าว แต่มีขนาดเล็กกว่า สำหรับพกพาติดตัวเวลาไปทำงานนอกบ้าน แอบข้าว มีส่วนประกอบสำคัญคือ ตัวแอบ รูปร่างคล้ายกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้า ฝาแอบ รูปร่างเหมือนตัวแอบแต่ขนาดใหญ่กว่า เพราะใช้ครอบแอบข้าว แอบข้าวเหมาะสำหรับพกใส่ถุงย่าม ห่อผ้าคาด เอวออกไปทำนา ทำไร่ เช่นเดียวกับกล่องใส่ อาหารในปัจจุบัน ก่องข้าวและแอบข้าวของภาคเหนือ เป็นเครื่องจักสานที่มีความสมบูรณ์ ทั้งในด้านรูปแบบ และประโยชน์ใช้สอย สอดคล้องกับความนิยมของประชาชนแต่ละถิ่น

นอกจากนี้ในภาคเหนือ ยังมีเครื่องจักสาน ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ที่ใช้กันแพร่หลายอีกหลาย อย่าง เช่นบุง หรือ เปี้ยด ภาชนะสานสำหรับใส่ของ เช่นเดียวกับกระบุงของภาคกลาง แต่บุงภาคเหนือมีรูปร่างต่างกันไป เช่น บุงเมืองแพร่ บุงลำพูน หรือบุงลำปาง จะมีขนาดค่อนข้างเล็กกว่า กระบุงภาคกลาง ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะต้องการลดน้ำหนักของบุงให้น้อย เพราะบุงภาคเหนือ ใช้หาบของในภูมิประเทศที่เป็นเนิน ไม่สามารถหาบของที่มีน้ำหนักมาก เหมือนกับภาคกลาง ซึ่งเป็นพื้นราบ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้บุงภาคเหนือ มีลักษณะป้อมกลม ไม่เป็นเหลี่ยม เหมือนกระบุงภาคกลางนั้น ช่วยให้บุงมีความคงทน ไม่แตกหักเสียหายง่าย เมื่อกระทบกระแทกกับสิ่งอื่น ใช้งานได้นาน

การสานบุงภาคเหนือ จะสานก้นเป็นแผงสี่เหลี่ยม ด้วยลายสองก่อน ถัดขึ้นมาตรงกลาง หรือกระพุ้งสานลายสาม ส่วนปากที่โค้งสอบเข้า สานลายหนึ่ง และใช้ตอกค่อนข้างเล็ก เพื่อความแข็งแรงทนทาน การสานปากของบุงจะต่างกันไป ตามความนิยมของท้องถิ่น เช่น บุงเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง จะเข้าขอบปากด้วยไม้ไผ่และหวาย ต่างกับบุงเมืองแพร่และน่าน จะสานขอบในตัวโดยการเม้มตอกสานสอดกันเป็นขอบ แทนการเข้าขอบด้วยไม้ไผ่

บุงภาคเหนือ นอกจากจะใช้ใส่เมล็ดข้าวเปลือก เมล็ดพืชพันธุ์ต่างๆ แล้ว ยังใช้เป็นภาชนะ สำหรับตวงหรือวัดปริมาณของเมล็ดพืชผลด้วย โดยใช้ขนาดของบุงเป็นเกณฑ์ เช่น บุงสามสิบห้า บุงสามสิบ คือ บุงที่มีความจุสามสิบห้าลิตร และบุงจุสามสิบลิตร เป็นต้น ในการสานบุงที่จะใช้ทำเครื่องตวงนี้จำเป็นจะต้องมีแบบหรือ “หุ่น” ที่สานด้วยไม้ไผ ่ให้มีขนาดมาตรฐานเป็นแบบ และยังช่วยให้บุงมีรูปทรงที่ดี ไม่บิดเบี้ยว มีความจุตรงตามต้องการ

บุง หรือกระบุงของภาคเหนือดังกล่าว เป็นเครื่องจักสานที่มีเอกลักษณ์ และความงามเฉพาะถิ่นของภาคเหนือ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ ระหว่างเครื่องจักสานกับประเพณีนิยมของท้องถิ่น ทำให้เครื่องจักสานได้รับการออกแบบให้มีรูปทรง ที่มีความสมบูรณ์ ทั้งด้านใช้สอย และความสวยงาม

เครื่องจักสานของภาคเหนือที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นโดดเด่นอีกอย่างหนึ่ง คือ น้ำทุ่ง หรือ น้ำถุ้ง เป็นภาชนะสานด้วยไม้ไผ่ ยาด้วยชันและน้ำมันยาง ใช้สำหรับตักน้ำจากบ่อน้ำ รูปร่างของน้ำทุ่งเหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอยเป็นอย่างดีคือ มีลักษณะคล้ายกรวยป้อมๆ ส่วนก้นมนแหลม ที่ ปากมีไม้ไขว้กันเป็นหูสำหรับผูกกับเชือกเพื่อสาว น้ำทุ่งขึ้นมาจากบ่อน้ำ ความมนแหลมของก้นน้ำทุ่งจะช่วยให้น้ำทุ่งโคลงตัวคว่ำลงให้น้ำเข้า เมื่อโยนลงไปในบ่อ นอกจากนี้ ลักษณะการสานที่แข็งแรง ยังช่วยให้น้ำทุ่งมีความทนทาน แม้ในปัจจุบัน จะมีผู้ผลิตน้ำทุ่งด้วยสังกะสี แต่ความคงทน และประโยชน์ใช้สอย สู้น้ำทุ่ง ที่สานด้วยไม้ไผ่ไม่ได้ แสดงว่าเครื่องจักสานพื้นบ้านที่คนโบราณ ผลิตขึ้นนั้น เลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นมาใช้ได้อย่าง เหมาะสม และใช้ประโยชน์ได้เป็นอย่างดี

นอกจากตัวอย่างของเครื่องจักสานไม้ไผ่ภาคเหนือดังกล่าวแล้ว ยังมีเครื่องจักสานที่ใช้ในชีวิตประจำวันอีกหลายชนิด เช่น ซ้าหวด กัวะข้าว ก่องข้าว แอบข้าว โตก ฝาชี แอบหมาก แอบเมี้ยง ซ้าชนิดต่างๆ หมวกหรือกุบ ก๋วย ก๋วยก้า ก๋วยหมู ก๋วยโจน เข่งลำไย ซ้าล้อม ซ้าตาห่าง ซ้าตาทึบ หรือบุงตีบ น้ำทุ่ง น้ำเต้า คุ วี ต่าง เปี้ยด หรือบุงชนิดต่างๆ เปลเด็ก เอิบ ไซชนิด ต่างๆ สุ่ม ฯลฯ

เครื่องจักสานภาคเหนือยังทำด้วยวัตถุดิบอื่นๆ อีก เช่น ใบลาน และใบตาล ซึ่งทำกันไม่มากนัก ส่วนมากนิยมสานหมวก งอบ หรือ กุบ และก่องข้าวเล็กๆ

วัตถุดิบที่ใช้ในการทำจักสาน

ไม้ไผ่เป็นวัตถุดิบจากธรรมชาติที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะนำมาแปรรูปเป็นวัสดุสำหรับทำเครื่องจักสานมากที่สุด  เครื่องจักสานไม้ไผ่จึงเป็นเครื่องจักสานที่นิยมใช้และผลิตกันแพร่หลายในภูมิภาคเอเชีย  และมีกระจายอยู่ในทุกภาคของประเทศ  ไผ่ที่นำมาทำเครื่องจักสานได้ดีมีหลายพันธุ์ ได้แก่  ไผ่  ไผ่สีสุก  ไผ่รวก  ไผ่เฮี้ยะ  ไผ่ข้าวหลาม    นอกจากไผ่หลายชนิดซึ่งเป็นไม้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการนำมาทำเครื่องจักสานได้ดีแล้ว ยังมีวัตถุดิบจากธรรมชาติอีกหลายชนิดที่นำมาใช้ทำเครื่องจักสานได้ดี เช่น หวาย ซึ่งเป็นพรรณไม้อีกชนิดหนึ่งทีใช้ทำเครื่องจักสานได้ดี  อาจจะสานด้วยหวายทั้งหมดหรือใช้หวายผสมกับวัสดุชนิดอื่น

นอกจากการใช้ต้นหรือเถาของพืชพันธุ์ไม้บางชนิดมาทำเครื่องจักสานแล้ว  คนไทยยังนำใบไม้บางชนิดมาทำเครื่องจักสานด้วย เช่น ใบตาล  ใบมะพร้าว  ใบลาน  ใบลำเจียก หรือปาหนัน  เตย  กระจูด ย่านลิเภา การนำวัตถุดิบธรรมชาติเหล่านี้มาทำเป็นเครื่องจักสานนั้น  มนุษย์ค่อยๆ เรียนรู้คุณสมบัติของวัตถุดิบแต่ละชนิด  แล้วเลือกสรรนำมาแปรรูปวัตถุดิบให้มีลักษณะเหมาะสมในการนำมาสานเป็นเครื่องจักสาน

เครื่องมือที่ใช้ทำเครื่องจักสาน

มีด  มี 2 ชนิด คือ มีดสำหรับผ่าและตัด มักเป็นมีดขนาดใหญ่  สันหนา และมีดตอก  ใช้สำหรับจักตอกหรือเหลาหวาย  เป็นมีดปลายเรียวแหลม ปลายและด้ามงอน ส่วนมากตัวมีดจะสั้นกว่าด้าม

เหล็กหมาด  เหล็กปลายแหลม  ใช้สำหรับ เจาะ ไช งัด แงะ  มี 2 ชนิด คือ เหล็กหมาดปลายแหลม ใช้ไชหรือแงะเครื่องจักสานเพื่อร้อยหวายผูกโครงสร้าง ผูกขอบ หรือเจาะหูกระบุง ตะกร้า  ส่วนเหล็กหมาดปลายหอก ใช้เจาะรูเครื่องจักสานเมื่อต้องการผูกหวายเสริมโครงสร้างให้แข็งแรง

คีมไม้  เครื่องมือจำเป็นในการทำเครื่องจักสาน  รูปร่างคล้ายคีมทั่วไป แต่มีขนาดใหญ่และทำด้วยไม้เนื้อแข็ง  ช่วยให้ช่างจักสานเข้าขอบภาชนะจักสานได้สะดวกโดยไม่ต้องใช้ผู้ช่วย

กรรมวิธีการสาน

กรรมวิธีในการทำเครื่องจักสานเริ่มมาจากการใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติที่มีลักษณะเป็นเถาเป็นเส้น เช่น เถาวัลย์  หวาย  กระจูด  กก  มาสานสอดขัดกันอย่างง่ายๆ  โดยแทบไม่ต้องแปรรูปวัตถุเลย   ต่อมาเมื่อมนุษย์ต้องการผลิตเครื่องจักสานให้มีรูปทรงและมีลวดลายละเอียดประณีตมากขึ้น  จึงแปรรูปวัตถุดิบด้วยการ “จัก” เพื่อให้ได้วัตถุดิบที่เป็นเส้นเล็กสานได้ละเอียดยิ่งขึ้น  ทำให้มนุษย์สามารถจักสานให้มีรูปทรงและลวดลายละเอียดประณีตตามต้องการ
เครื่องจักสานเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ที่มนุษย์ทำขึ้นใช้ทั่วโลกก่อนที่จะมีเครื่องมือเครื่องใช้ที่ผลิตด้วยเครื่องจักและเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาแทนที่  มีกรรมวิธีในการสานและรูปแบบคล้ายคลึงกันเป็นส่วนใหญ่  แต่ใช้วัตถุดิบแตกต่างกันไปตามสภาพภูมิศาสตร์ของท้องถิ่น  เครื่องจักสานทั่วๆ ไปจะมีรูปแบบตามความนิยม ขนบประเพณี  ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนแต่ละท้องถิ่น

การสานและลายสาน

ลายขัด  เป็นวิธีการสานแบบพื้นฐานที่เก่าแก่ที่สุด  ลักษณะของลายขัดเป็นการสร้างแรงยึดระหว่างตอกด้วยการขัดกันเป็นมุมฉากระหว่างแนวตั้งกับแนวนอน

ลายทแยง เป็นวิธีการสานที่ใช้ตอกสอดขัดกันในแนวทแยง  ไม่มีเส้นตั้งและเส้นนอนเหมือนลายขัด  แต่จะสานขัดกันตามแนวทแยงเป็นหกเหลี่ยมต่อเชื่อมกันไปเรื่อยๆ คล้ายรวมผึ้ง  ลายชนิดนี้จึงมักสานโปร่ง

ลายขดหรือถัก  เป็นการสานที่ใช้กับวัสดุที่ไม่สามารถคงรูปอยู่ได้ด้วยตัวเอง

ลายอิสระ  เป็นการสานที่ไม่มีแบบแผนตายตัว  ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้สานที่จะคิดประดิษฐ์ขึ้นเองให้สอดคล้องกับความต้องการของตน  ลายประเภทนี้มักสานตามความต้องการของผู้สานและแบบแผนที่สืบทอดกันมาในแต่ละท้องถิ่น

ความงามในงานจักสาน

ลวดลายของเครื่องจักสานจะเป็นอย่างไรนั้น  ช่างจักสานจะเป็นผู้กำหนดเอง  ตามแบบที่สืบทอดกันมาแต่โบราณอย่างหนึ่ง  และอีกอย่าหนึ่งก็คิดประดิษฐ์ขึ้นใหม่  เมื่อลายเป็นที่พอใจแล้วจึงได้มีการเรียกชื่อกันขึ้น  เพื่อความสะดวกในการที่จะกล่าวถึง

ลวดลายจักสานที่เป็นแม่แบบนั้น คือ เส้นตอกที่ทำมุม 90 องศา จะเกิดลายขัดคือลายหนึ่ง  , ลายสอง , ลายสาม , ลายกระด้งฝัดข้าว,  ลายจูงนางเข้าห้อง

ถ้าเส้นตอกทำมุม 60 องศา จะเกิดลายเฉลวโปร่ง คือ   ลายเฉลวโปร่ง 6 มุม และลายจอมฝาชี

เส้นตอกทำมุม 45 องศา จะเกิดเป็นลายที่เรียกว่า  ลายตาจีน  สำหรับลายที่ใช้ถักส่วนที่เป็นขอบ  เรียกว่า ลายสันปลาช่อน  และ ลายตาแมลงวัน

ความงามที่เกิดจากรูปทรง

รูปทรงของเครื่องจักสานอาจจำแนกอกได้เป็นสองประเภท คือ รูปทรงที่มีโครงสร้างภายใน  และรูปทรงที่ปราศจากโครงสร้างภายใน  เครื่องจักสานที่มีโครงร่างภายใน  มักจะเป็นเครื่องจักสานขนาดใหญ่ที่ใช้ไม้ไผ่เป็นโครงสร้างขนาดใหญ่มัดด้วยเส้นหวาย  ติดกับโครงสร้างซึ่งอยู่ภายในลำตัว  ส่วนเครื่องจักสานที่ปราศจากโครงสร้างภายในนี้  มักจะเป็นเครื่องจักสานขนาดเล็กที่ใช้สานด้วยตอกไม้ไผ่  หวาย  การสานต้องมีหุ่นอยู่ภายใน  เมื่อสานเสร็จแล้วจึงนำหุ่นออก

รูปทรงของเครื่องจักสานประกอบด้วย โครงสร้าง และวัสดุ ซึ่งเป็นส่วนต่างๆ คือ   ส่วนปาก  เป็นส่วนที่รับใช้งานหนัก คือได้รับการเสียดสี  ถูกหยิบ จึงต้องทำให้หนาแน่น อาจมีการเสริมด้วยการทำของไม้ไผ่  หรือไม้อื่นมายึดติด    ส่วนฝา  ภาชนะเครื่องจักสานส่วนใหญ่  มักไม่มีฝา  ส่วนที่มีฝามักประกอบเป็นเครื่องจักสานที่มีฝีมือในการสานดี      ส่วนลำตัว  เป็นส่วนที่สำคัญที่ทำให้เกิดรูปทรงขึ้นแล เป็นส่วนที่ให้ประโยชน์ใช้สอยอย่างแท้จริง มักประกอบไปด้วยลวดลาย   ส่วนฐาน  เครื่องจักสานที่ใช้เป็นภาชนะบรรจุของจะต้องทำให้แน่นหนามั่งคงเป็นพิเศษ  สามารถรองรับน้ำหนัก สิ่งของที่จะบรรจุภายในและมีความหนา  ส่วนหู  หรือ  ที่จับ  ส่วนนี้เป็นส่วนที่ช่วยให้การใช้งานของภาชนะสะดวกขึ้น

แนวทางการอนุรักษ์และพัฒนาศิลปหัตถกรรม

การศึกษาภูมิปัญญา  วัฒนธรรมและสิ่งที่เกี่ยวเนื่องที่แฝงอยู่ในงานศิลปะชาวบ้านแต่ละประเภท  แต่ละชนิด  สามารถกระทำได้โดยการอ่าน  ฟัง  ดู  แล้ววิเคราะห์  ตีความจากศิลปะชาวบ้านที่ต้องการศึกษาและปัจจัยแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกับศิลปะชาวบ้านประเภทนั้น ชนิดนั้น  เพื่อให้เกิดความรู้  ความเข้าใจศิลปะชาวบ้านประเภทนั้นอย่างลึกซึ้ง  และเข้าใจวัฒนธรรมของกลุ่มชนเหล่านั้น

การศึกษาศิลปะชาวบ้านและหัตถกรรมชาวบ้านเพื่อแสวงหาภูมิปัญญาภูมิความรู้  ที่แฝงอยู่ในศิลปะชาวบ้านและหัตถกรรมชาวบ้านเพื่อแสวงหาภูมิปัญญา  ภูมิความรู้  ที่แฝงอยู่ในศิลปะชาวบ้านและหัตถกรรมชาวบ้านประเภทต่างๆ จะช่วยให้มองเห็นความคิดที่ลึกซึ้งของคนไทยในอดีต  ว่าสามารถนำความรู้ที่มีลักษณะเป็นสหวิทยาการมาใช้ร่วมกันให้เกิดประโยชน์  สอดคล้องกับวิถีชีวิตได้เป็นอย่างดี  ทำให้รู้ว่าศิลปะชาวบ้านและหัตถกรรมที่ชาวบ้านสร้างหรือประดิษฐ์ขึ้นมิได้เป็นเพียงสิ่งที่ให้ความสนุกสนานเพลิดเพลินเท่านั้น  หากแต่แฝงความรู้ด้านมนุษยศาสตร์  วิทยาศาสตร์  ศิลปะและศาสตร์หลายสาขา  โดยประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม  โดยเฉพาะความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์ที่เป็นเทคโนโลยีขั้นพื้นฐานหรือเทคโนโลยีชาวบ้าน มาใช้เพื่อพัฒนาเครื่องมือเครื่องใช้ที่เป็นฯงานหัตถกรรมของชาวบ้านให้มีคุณภาพสูงขึ้น ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นด้วย

แต่ปัจจุบันสภาพสังคมและเศรษฐกิจเปลี่ยนไปมาก  ส่งผลกระทบถึงงานหัตถกรรมของชาวบ้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น  หัตถกรรมชาวบ้านจะก้าวไปในทิศทางใดจึงจะดำรงอยู่ได้  เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาวิจัยกันอย่างจริงจังเพื่อหาทางรักษามรดกของบรรพชาไทยประเภทนี้ไว้  เช่นเดียวกับศิลปะชาวบ้านประเภทอื่นล้วนแฝงด้วยภูมิปัญญาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนไทยทั้งสิ้น

เหตุและปัจจัยที่เป็นข้อสังเกตเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งเกี่ยวเนื่องกับศิลปะชาวบ้านและหัตถกรรมชาวบ้านที่ควรนำมาศึกษาวิเคราะห์มีดังนี้

  1. ความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมซึ่งเปลี่ยนแปลงไปจากวิถีชีวิตดั้งเดิม ทั้งผู้สร้าง  ผู้แสดง  ผู้ผลิต  และผู้ใช้  ศิลปะชาวบ้านและหัตถกรรมชาวบ้านหลายชนิดไม่มีความจำเป็นต่อชีวิตประจำวันและประกอบอาชีพของชาวบ้าในปัจจุบัน
  2. ความเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจโดยเฉพาะค่าครองชีพและค่าแรงที่สูงขึ้นเรื่อยๆ นั้น  ทำให้วิถีชีวิตของชาวบ้านเปลี่ยนไป  ช่วงเวลาการงานสั้นและรวดเร็ว ไม่ได้เป็นไปตามฤดูกาลเหมือนในอดีต  ศิลปะที่เป็นนันทนาการตามแบบชาวบ้านดั้งเดิมจึงลดลงไป
  3. ปัญหาด้านค่านิยมทางสังคม คนส่วนใหญ่ไม่เห็นความสำคัญของศิลปะชาวบ้านที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยจึงทำให้ศิลปะชาวบ้านไม่เป็นที่ต้องการ

ที่ประเทศญี่ปุ่นได้ออกกฎหมายฉบับหนึ่งชื่อ  กฎหมายการส่งเสริมหัตถอุตสาหกรรมแบบประเพณี ซึ่งมีแนวทางที่น่าสนใจดังนี้

  1. คุณสมบัติของหัตถกรรมที่ควรจะได้รับการส่งเสริม
  2. แนวทางการอนุรักษ์และส่งเสริมของรัฐบาล

2.1  หน่วยงานของรัฐในท้องถิ่นต่างๆ มีหน้าที่สนับสนุน  ฝึกหัด  อบรม  เพื่ออนุรักษ์หัตถกรรมประจำถิ่นไว้  หากเอกชนเป็นผู้ดำเนินการ  หน่วยงานรัฐจะต้องให้ความสะดวกและสนับสนุน

2.2  หน่วยงานรัฐในท้องถิ่นต่างๆ ต้องเป็นผู้เก็บข้อมูลเกี่ยวกับหัตถกรรมในท้องถิ่นที่อยู่ในขอบข่ายที่จะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ  หากมีกิจกรรมเกี่ยวกับหัตถกรรมในท้องถิ่น

2.3  ในกรณีที่ประชาชนในท้องถิ่นประสงค์จะรวมตัวกันเป็นกลุ่มหรือสมาคม  เพื่อประโยชน์ในการอนุรักษ์และส่งเสริมงานหัตถกรรมประจำถิ่น  รัฐจะให้ความช่วยเหลือ เช่น ให้เงินเพื่อตั้งเป็นกองทุน ให้เงินช่วยเหลือในการทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์  ช่วยส่งเสริมเผยแพร่ให้ได้รับความสนใจกว้างขวางยิ่งขึ้น  ให้ความช่วยเหลือและคำปรึกษาแนะนำแก่สมาคมหรือกลุ่มผู้ผลิตงานหัตถกรรมในท้องถิ่น

สรุป

จากที่กล่าวมานั้นจะเห็นได้ว่าเครื่องจักสานยังเป็นงานศิลปหัตถกรรมที่สะท้อนให้เห็นภูมิปัญญาของชาวบ้านได้หลายอย่าง  สะท้อนให้เห็นความชาญฉลาดในการเลือกสรรวัตถุดิบที่จะนำมาใช้ทำเครื่องจักสานซึ่งชาวบ้านจะมีความรู้ เกี่ยวกับคุณสมบัติของวัตถุดิบแต่ละชนิดเป็นอย่างดี แล้วนำมาดัดแปลงแปรรูปเป็นวัสดุที่ใช้ทำเครื่องจักสานด้วยวิธี ง่ายๆ แต่สนองการใช้สอยได้ดี สิ่งเหล่านี้เป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ชาวบ้านเรียนรู้จากการสังเกตและการทดลองสืบต่อกันมาแต่บรรพบุรุษ จนทำให้เครื่องจักสานแต่ละชนิดมีรูปแบบและประโยชน์ใช้สอยที่สมบูรณ์ลงตัว เครื่องจักสานจึงมีความสำคัญ  แต่สิ่งหนึ่งที่น่าตระหนักถึงนั่นก็คือนับวันยิ่งมีผู้ผลิตงานจักสานน้อยลงทุกวัน คนรุ่นเก่าที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านนี้ก็ล้มหายตายจากกันไปบ้างแล้ว จึงน่าเป็นห่วงอยู่ว่าในวันข้างหน้างานศิลปหัตถกรรมงานจักสานอาจค่อยๆสูญหายไปตามกาลเวลาก็เป็นได้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

 วิบูลย์  ลี้สุวรรณ. 2546. ศิลปะชาวบ้าน . กรุงเทพ : สำนักพิมพ์อมรินทร์

วินัย วิริยะปานนท์. 2527. เครื่องจักสาน. แพร่ : สำนักพิมพ์แพร่พิทยา

ชุม  กรมทอง. 2525. ตำรา วิชาศิลปหัตถกรรม. กรุงเทพ : สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์

วิบูลย์  ลี้สุวรรณ. 2541. ชุด มรดกศิลปหัตถกรรมไทย  เครื่องจักสานไทย. กรุงเทพ : องค์การค้าของคุรุสภา

การจักรสาน. 2554 . เครื่องจักสานภาคเหนือ . ค้นคว้าวันที่ : 10 พฤษภาคม 2555 . WWW.TOTSAPONGFANG.WORDPRESS.COM

วิบูลย์ ลี้สุวรรณ . 2554 . สารานุกรมไทย สำหรับเยาวชน เล่มที่ 22 . ค้นคว้าวันที่ : 10 พฤษภาคม 2555 . http://kanchanapisek.or.th/kp6/New/sub/book/book.php?book=22&chap=3&page=t22-3-infodetail04.html

สรุปสาระสำคัญจากการอ่านเรื่องศิลปหัตถกรรมเครื่องจักสานในภาคเหนือ

23 พ.ค.

การทำเครื่องจักสานเป็นหัตถกรรมสำคัญยิ่งประเภทหนึ่งในสังคมเกษตรกรรม เพราะเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ที่ผู้ใช้สามารถสานขึ้นเองจากวัตถุดิบที่มีอยู่ในแต่ละท้องถิ่นการทำเครื่องจักสานพื้นบ้านภาคเหนือ หรือล้านนาไทยนั้น ทำสืบต่อกันมาแต่โบราณ ดังมีหลักฐานปรากฏในภาพจิตรกรรมฝาผนังหลายแห่ง นอกจากนี้ วัฒนธรรมการบริโภคข้าวเหนียวของชาวเหนือ ก็เป็นองค์ประกอบสำคัญอีกประการหนึ่ง ที่ทำให้เกิดเครื่องจักสาน ที่เกี่ยวเนื่องกับการบริโภคข้าวเหนียวหลายอย่าง เช่น ลังถึง ก๋วย ซ้าหวด ก่องข้าว กระติบข้าว แอบ ข้าว ขันโตก ฯลฯ เครื่องจักสานเหล่านี้หลายชนิดมีลักษณะเฉพาะถิ่นโดดเด่น ได้แก่ ก่องข้าว แอบข้าว เปี้ยด เป็นต้นนอกจากตัวอย่างของเครื่องจักสานไม้ไผ่ภาคเหนือดังกล่าวแล้ว ยังมีเครื่องจักสานที่ใช้ในชีวิตประจำวันอีกหลายชนิด เช่น ซ้าหวด กัวะข้าว ก่องข้าว แอบข้าว โตก ฝาชี แอบหมาก แอบเมี้ยง ซ้าชนิดต่างๆ หมวกหรือกุบ ก๋วย ก๋วยก้า ก๋วยหมู ก๋วยโจน เข่งลำไย ซ้าล้อม ซ้าตาห่าง ซ้าตาทึบ หรือบุงตีบ น้ำทุ่ง น้ำเต้า คุ วี ต่าง เปี้ยด หรือบุงชนิดต่างๆ เปลเด็ก เอิบ ไซชนิด ต่างๆ สุ่ม ฯลฯ

วัตถุดิบที่ใช้ในการทำจักสาน ได้แก่ ไม้ไผ่ ย่านลิเภา กระจูด นอกจากการใช้ต้นหรือเถาของพืชพันธุ์ไม้บางชนิดมาทำเครื่องจักสานแล้ว คนไทยยังนำใบไม้บางชนิดมาทำเครื่องจักสานด้วย เช่น ใบตาล ใบมะพร้าว ใบลาน ใบลำเจียก หรือปาหนัน เตย การนำวัตถุดิบธรรมชาติเหล่านี้มาทำเป็นเครื่องจักสานนั้น มนุษย์ค่อยๆ เรียนรู้คุณสมบัติของวัตถุดิบแต่ละชนิด แล้วเลือกสรรนำมาแปรรูปวัตถุดิบให้มีลักษณะเหมาะสมในการนำมาสานเป็นเครื่องจักสาน ส่วนเครื่องมือที่ใช้ทำเครื่องจักสาน ได้แก่ มีด เหล็กหมาด และคีมไม้

กรรมวิธีในการทำเครื่องจักสานเริ่มมาจากการใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติที่มีลักษณะเป็นเถาเป็นเส้น เช่น เถาวัลย์ หวาย กระจูด กก มาสานสอดขัดกันอย่างง่ายๆ ต่อมา จึงแปรรูปวัตถุดิบด้วยการ “จัก” เพื่อให้ได้วัตถุดิบที่เป็นเส้นเล็กสานได้ละเอียดยิ่งขึ้น ลวดลายจักสานที่เป็นแม่แบบนั้น คือ เส้นตอกที่ทำมุม 90 องศา จะเกิดลายขัดคือ ลายหนึ่งลายสอง ลายสาม ลายกระด้งฝัดข้าว ลายจูงนางเข้าห้อง ถ้าเส้นตอกทำมุม 60 องศา จะเกิดลายเฉลวโปร่ง คือ ลายเฉลวโปร่ง 6 มุม ลายจอมฝาชี และเส้นตอกทำมุม 45 องศา จะเกิดเป็นลายที่เรียกว่า ลายตาจีน สำหรับลายที่ใช้ถักส่วนที่เป็นขอบ เรียกว่า ลายสันปลาช่อน และ ลายตาแมลงวัน

กลุ่มบุคคลหรือหน่วยงานผู้ดำเนินการต้องประชาสัมพันธ์ในลักษณะแนะนำให้ผู้บริโภคชื่อชมและรู้คุณค่าของศิลปะชาวบ้านว่าเป็นมรดกวัฒนธรรมของท้องถิ่น ดังนั้นจึงต้องปลุกสำนึกของผู้ใช้ผู้เสพให้ใช้การประเมินคุณค่าศิลปะและหัตถกรรมชาวบ้านมากกว่าการตีราคา เพราะของบางอย่างไม่จำเป็นต้องมีราคาแพง แต่มีคุณค่าทางจิตใจสูง

จักสานภาคเหนือ

23 พ.ค.

ชื่อเรื่อง  :  สารานุกรมไทย สำหรับเยาวชน เล่มที่ 22

ผู้แต่ง  :  วิบูลย์ ลี้สุวรรณ

ผู้จัดพิมพ์  http://kanchanapisek.or.th/kp6/New/sub/book/book.php?book=22&chap=3&page=t22-3-infodetail04.html

ปีที่พิมพ์  :  2554

จำนวนหน้า  :  1 หน้า

เลขเรียกหนังสือ :  –

สาระสังเขป  :

เครื่องจักสานภาคเหนือ

ภาคเหนือ หรือล้านนาไทย เป็นดินแดนที่มีศิลปวัฒนธรรมเฉพาะถิ่น เป็นของตนเอง เป็นเหตุให้เครื่องจักสานในภาคเหนือ มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างไปจากภาคอื่น นอกจากนี้ ภาคเหนือ หรือล้านนาไทย มีสภาพภูมิศาสตร์ที่แตกต่างไปจากภาคอื่นๆ

สภาพการประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม ทำให้ภาคเหนือเป็นแหล่งผลิตเครื่องมือเครื่องใช้จักสานที่สำคัญ นอกจากนี้ ภาคเหนือยังมีวัตถุดิบหลายชนิด ที่นำมาทำเครื่องจักสานได้ เช่น กก แหย่ง ใบลาน และไม้ไผ่ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งไม้ไผ่ ซึ่งมีหลายชนิด ที่ใช้ทำเครื่องจักสานได้ดี

นอกจากสภาพภูมิประเทศ และการประกอบอาชีพของภาคเหนือ ที่เอื้ออำนวยให้ประชาชนทำเครื่องจักสานแล้ว ศิลปวัฒนธรรม ขนบประเพณี และศาสนาของภาคเหนือ ก็เป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่ทำให้เครื่องจักสานภาคเหนือ มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง

ภาคเหนือหรือล้านนาไทยเป็นดินแดนที่เจริญรุ่งเรืองอยู่ในวงล้อมของขุนเขา ทำให้ภาคเหนือมีศิลปวัฒนธรรมเป็นของตนเองมาแต่โบราณ มีภาษาพูด ภาษาเขียน ขนบประเพณี เป็นของตน เอง เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมเฉพาะถิ่นเหล่านี้ เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้เครื่องจักสาน ภาคเหนือมีเอกลักษณ์ของตนเอง

การทำเครื่องจักสานพื้นบ้านภาคเหนือ หรือล้านนาไทยนั้น ทำสืบต่อกันมาแต่โบราณ ดังมีหลักฐานปรากฏในภาพจิตรกรรมฝาผนังหลายแห่ง เช่น ภาพชาวบ้านกับเครื่องจักสานใน ภาพจิตรกรรมฝาผนังวิหารวัดพระสิงห์วรวิหาร อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นภาพชาวบ้านกำลังนั่งสนทนากันอยู่ ข้างๆ ตัว มีภาชนะจักสานชนิดหนึ่งที่เรียกว่า เปี้ยด หรือกระบุงวางอยู่ รูปทรงของเปี้ยดในภาพคล้ายกับเปี้ยดที่ใช้อยู่ใน ปัจจุบัน แสดงว่า ชาวล้านนาสานเปี้ยดใช้มานานนับร้อยปี นอกจากภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดสิงห์วรวิหารแล้ว ยังมีภาพของเครื่องจักสานปรากฏในภาพจิตรกรรมฝาผนังอีกหลายภาพ เช่น ภาพจิตรกรรมฝาผนังวิหารวัดบวกครกหลวง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จิตรกรรมฝาผนังวิหารวัดภูมินทร์ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน

นอกจากนี้ วัฒนธรรมการบริโภคข้าวเหนียวของชาวเหนือ ก็เป็นองค์ประกอบสำคัญอีกประการหนึ่ง ที่ทำให้เกิดเครื่องจักสาน ที่เกี่ยวเนื่องกับการบริโภคข้าวเหนียวหลายอย่าง เช่น ลังถึง ก๋วย ซ้าหวด ก่องข้าว กระติบข้าว แอบ ข้าว ขันโตก ฯลฯ เครื่องจักสานเหล่านี้หลายชนิดมีลักษณะเฉพาะถิ่นโดดเด่น ได้แก่ ก่องข้าว แอบข้าว เปี้ยด เป็นต้น
ก่องข้าว 

ภาชนะสำหรับใส่ข้าวเหนียวนึ่ง สานด้วยไม้ไผ่ มีขนาดและรูปทรงต่างๆ กัน ก่องข้าวของภาคเหนือทั่วไป แบ่งออกเป็น ๓ ส่วน คือ ส่วนฐาน มักจะทำด้วยไม้เป็นรูปกากบาทติดอยู่กับส่วนก้น เพื่อใช้เป็นฐานสำหรับตั้ง ตัวก่อง มักสานก้นเป็นรูปสี่เหลี่ยมหรือกลม ต่อขึ้นมาเป็นทรงกระบอกคอคอดเข้าเล็กน้อย ส่วนที่สามคือ ฝา มีลักษณะเป็นฝาครอบ มักจะมีหูสำหรับร้อยเชือก ที่ใช้เป็นที่หิ้วหรือแขวนมาจากตัวก่อง รูปแบบของก่องข้าวในปัจจุบัน บางท้องถิ่นได้วิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปจากโบราณบ้าง เช่น สานด้วยพลาสติกแทนตอก และมีรูปทรงแปลกๆ แตกต่างกันไปตามความนิยมของผู้ใช้ แต่ประโยชน์ และความสวยงามไม่สมบูรณ์ลงตัว เหมือนก่องข้าวที่สานด้วยไม้ไผ่

แอบข้าว หรือแอ๊บข้าว

ภาชนะใส่ข้าวเหนียวเช่นเดียวกับก่องข้าว แต่มีขนาดเล็กกว่า สำหรับพกพาติดตัวเวลาไปทำงานนอกบ้าน แอบข้าว มีส่วนประกอบสำคัญคือ ตัวแอบ รูปร่างคล้ายกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้า ฝาแอบ รูปร่างเหมือนตัวแอบแต่ขนาดใหญ่กว่า เพราะใช้ครอบแอบข้าว แอบข้าวเหมาะสำหรับพกใส่ถุงย่าม ห่อผ้าคาด เอวออกไปทำนา ทำไร่ เช่นเดียวกับกล่องใส่ อาหารในปัจจุบัน

ก่องข้าวและแอบข้าวของภาคเหนือ เป็นเครื่องจักสานที่มีความสมบูรณ์ ทั้งในด้านรูปแบบ และประโยชน์ใช้สอย สอดคล้องกับความนิยมของประชาชนแต่ละถิ่น

นอกจากนี้ในภาคเหนือ ยังมีเครื่องจักสาน ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ที่ใช้กันแพร่หลายอีกหลาย อย่าง เช่นบุง หรือ เปี้ยด ภาชนะสานสำหรับใส่ของ เช่นเดียวกับกระบุงของภาคกลาง แต่บุงภาคเหนือมีรูปร่างต่างกันไป เช่น บุงเมืองแพร่ บุงลำพูน หรือบุงลำปาง จะมีขนาดค่อนข้างเล็กกว่า กระบุงภาคกลาง ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะต้องการลดน้ำหนักของบุงให้น้อย เพราะบุงภาคเหนือ ใช้หาบของในภูมิประเทศที่เป็นเนิน ไม่สามารถหาบของที่มีน้ำหนักมาก เหมือนกับภาคกลาง ซึ่งเป็นพื้นราบ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้บุงภาคเหนือ มีลักษณะป้อมกลม ไม่เป็นเหลี่ยม เหมือนกระบุงภาคกลางนั้น ช่วยให้บุงมีความคงทน ไม่แตกหักเสียหายง่าย เมื่อกระทบกระแทกกับสิ่งอื่น ใช้งานได้นาน

การสานบุงภาคเหนือ จะสานก้นเป็นแผงสี่เหลี่ยม ด้วยลายสองก่อน ถัดขึ้นมาตรงกลาง หรือกระพุ้งสานลายสาม ส่วนปากที่โค้งสอบเข้า สานลายหนึ่ง และใช้ตอกค่อนข้างเล็ก เพื่อความแข็งแรงทนทาน การสานปากของบุงจะต่างกันไป ตามความนิยมของท้องถิ่น เช่น บุงเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง จะเข้าขอบปากด้วยไม้ไผ่และหวาย ต่างกับบุงเมืองแพร่และน่าน จะสานขอบในตัวโดยการเม้มตอกสานสอดกันเป็นขอบ แทนการเข้าขอบด้วยไม้ไผ่

บุงภาคเหนือ นอกจากจะใช้ใส่เมล็ดข้าวเปลือก เมล็ดพืชพันธุ์ต่างๆ แล้ว ยังใช้เป็นภาชนะ สำหรับตวงหรือวัดปริมาณของเมล็ดพืชผลด้วย โดยใช้ขนาดของบุงเป็นเกณฑ์ เช่น บุงสามสิบห้า บุงสามสิบ คือ บุงที่มีความจุสามสิบห้าลิตร และบุงจุสามสิบลิตร เป็นต้น ในการสานบุงที่จะใช้ทำเครื่องตวงนี้จำเป็นจะต้องมีแบบหรือ “หุ่น” ที่สานด้วยไม้ไผ ่ให้มีขนาดมาตรฐานเป็นแบบ และยังช่วยให้บุงมีรูปทรงที่ดี ไม่บิดเบี้ยว มีความจุตรงตามต้องการ

บุง หรือกระบุงของภาคเหนือดังกล่าว เป็นเครื่องจักสานที่มีเอกลักษณ์ และความงามเฉพาะถิ่นของภาคเหนือ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ ระหว่างเครื่องจักสานกับประเพณีนิยมของท้องถิ่น ทำให้เครื่องจักสานได้รับการออกแบบให้มีรูปทรง ที่มีความสมบูรณ์ ทั้งด้านใช้สอย และความสวยงาม

เครื่องจักสานของภาคเหนือที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นโดดเด่นอีกอย่างหนึ่ง คือ น้ำทุ่ง หรือ น้ำถุ้ง เป็นภาชนะสานด้วยไม้ไผ่ ยาด้วยชันและน้ำมันยาง ใช้สำหรับตักน้ำจากบ่อน้ำ รูปร่างของน้ำทุ่งเหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอยเป็นอย่างดีคือ มีลักษณะคล้ายกรวยป้อมๆ ส่วนก้นมนแหลม ที่ ปากมีไม้ไขว้กันเป็นหูสำหรับผูกกับเชือกเพื่อสาว น้ำทุ่งขึ้นมาจากบ่อน้ำ ความมนแหลมของก้นน้ำทุ่งจะช่วยให้น้ำทุ่งโคลงตัวคว่ำลงให้น้ำเข้า เมื่อโยนลงไปในบ่อ นอกจากนี้ ลักษณะการสานที่แข็งแรง ยังช่วยให้น้ำทุ่งมีความทนทาน แม้ในปัจจุบัน จะมีผู้ผลิตน้ำทุ่งด้วยสังกะสี แต่ความคงทน และประโยชน์ใช้สอย สู้น้ำทุ่ง ที่สานด้วยไม้ไผ่ไม่ได้ แสดงว่าเครื่องจักสานพื้นบ้านที่คนโบราณ ผลิตขึ้นนั้น เลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นมาใช้ได้อย่าง เหมาะสม และใช้ประโยชน์ได้เป็นอย่างดี

นอกจากตัวอย่างของเครื่องจักสานไม้ไผ่ภาคเหนือดังกล่าวแล้ว ยังมีเครื่องจักสานที่ใช้ในชีวิตประจำวันอีกหลายชนิด เช่น ซ้าหวด กัวะข้าว ก่องข้าว แอบข้าว โตก ฝาชี แอบหมาก แอบเมี้ยง ซ้าชนิดต่างๆ หมวกหรือกุบ ก๋วย ก๋วยก้า ก๋วยหมู ก๋วยโจน เข่งลำไย ซ้าล้อม ซ้าตาห่าง ซ้าตาทึบ หรือบุงตีบ น้ำทุ่ง น้ำเต้า คุ วี ต่าง เปี้ยด หรือบุงชนิดต่างๆ เปลเด็ก เอิบ ไซชนิด ต่างๆ สุ่ม ฯลฯ

เครื่องจักสานภาคเหนือยังทำด้วยวัตถุดิบอื่นๆ อีก เช่น ใบลาน และใบตาล ซึ่งทำกันไม่มากนัก ส่วนมากนิยมสานหมวก งอบ หรือ กุบ และก่องข้าวเล็กๆ

23 พ.ค.

ชื่อเรื่อง  :  เครื่องจักสานภาคเหนือ

ผู้แต่ง  :  ทศพล ซุยสัมโรง 

ผู้จัดพิมพ์  :  WWW.TOTSAPONGFANG.WORDPRESS.COM

ปีที่พิมพ์  :  2011

จำนวนหน้า  :  1 หน้า

เลขเรียกหนังสือ :  –

สาระสังเขป  :

 

เครื่องจักสานภาคเหนือ

ภาคเหนือตอนบนประกอบด้วยจังหวัดเชียงราย ลำพูน ลำปาง เชียงใหม่ แพร่ น่าน แม่ฮ่องสอน และพะเยา ภาคเหนือตอนล่าง ได้แก่ อุทัยธานี กำแพงเพชร นครสวรรค์ พิษณุโลก สุโขทัย เพชรบูรณ์ ตาก พิจิตร และอุตรดิตถ์ ปัจจุบันทางราชการได้สร้างเขื่อนเพื่อเสริมสภาพทางภูมิศาสตร์ ให้สามารถนำน้ำมาใช้ในการเกษตร และเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้า คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนกิ่วลม เขื่อนแม่กวง และเขื่อนแจ้ห่ม

พื้นที่โดยทั่วไป ของภาคเหนือ สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นป่าหรือภูเขาสูงๆ จะมีประชากรเข้าไปอยู่อาศัยทั่วทุกพื้นที่ เช่นที่สูงๆ จะเป็นที่อยู่ของชาวเขา ส่วนพื้นที่ราบก็จะมีคนไทยอาศัยอยู่โดยทั่วไป เป็นเหตุให้ภาคเหนือเป็นแหล่งที่มีวัฒนธรรมผสมผสานระหว่างไทยน้อย ไทยใหญ่ เงี้ยว พม่า ล้านช้างหรือลาวเป็นต้น

การดำเนินชีวิต

พื้นที่โดยทั่วไปของภาคเหนือ มีทั้งพื้นที่ราบ ภูเขา แม่น้ำ การดำเนินชีวิตส่วนใหญ่จะผูกพันกับธรรมชาติ ดังที่กล่าวมา

๑. อาชีพ ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพเพาะปลูก ทำไร่ ทำนา เลี้ยงสัตว์และทำสวน การตีข้าวจะเป็นการดำเนินชีวิตของสังคมเกษตรภาคเหนือ ที่ตั้งบ้านเรือนอยู่แถบลุ่มน้ำ เช่น ปิงวัง ยม น่าน เป็นต้น นอกจากนี้มีการทำเครื่องเงิน การทอผ้า การแกะสลัก งานหัตถกรรมพื้นบ้านภาคเหนือ เป็นงานที่มีคุณภาพดี สามารถสร้างชื่อเสียงและทำรายได้ให้แก่ประชาชนในภูมิภาคแถบนี้เป็นอันมาก

๒. คติความเชื่อ ชาวไทยภาคเหนือมีคติพื้นถิ่นที่สอดคล้องกับชีวิตพื้นถิ่นทั้งนี้เพราะธรรมชาตินอกจากจะเป็นแหล่งผลิตโภคทรัพย์แล้ว ยังเป็นบ่อเกิดศิลป วัฒนธรรม คุณธรรม จริยธรรม และความเชื่อนานาชนิด รวมทั้ง ความเชื่อเรื่องผีและโหราศาสตร์

๓. ที่อยู่อาศัย จะมีความต่างกันไปตามสถานะของความเป็นอยู่ เช่น กษัตริย์ หรือขุนนาง อาคารจะประดับด้วยช่อฟ้า ปั้นลมปิดทองอย่างงดงาม บ้านของขุนนางหรือชนชั้นสูงจะเป็นเรือนไม้ขนาดใหญ่ ลักษณะเป็นเรือนยกพื้น เรียกว่า เรือนสองหลังร่วมพื้น เป็นเรือนแฝดตั้งแต่สองหลังขึ้นไป หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินหรือกระเบื้องไม้สัก ส่วนบ้านพักของชาวบ้านที่ไม่สู้มีฐานะมักเป็นเรือนไม้ไผ่หรือไม้เนื้อแข็ง หลังคามุงด้วยแฝกหรือใบตองตึง พื้นเป็นฝากหรือไม้กระดาน ฝาเป็นฝาไม้หรือไม้ไผ่ขัดแตะ ตัวเรือนจะยกสูงเหมือนกัน และจะมีคติความเชื่อเรื่องทิศโดยจะหันหน้าบ้านไปทางทิศเหนือและทิศตะวันออก เพราะถือเป็นทิศที่ให้ความเจริญงอกงามแก่ผู้อยู่อาศัย รวมทั้งคติความเชื่อเกี่ยวกับดินปลูกบ้าน ดินที่ขาวหอมเหมือนดอกบัว ปลูกแล้วมีลูกมาก ที่ดินเหม็นเหมือนขี้มดก็จะดี ส่วนดินที่เป็นเนินดังเต่าหากปลูกบ้านเรือนจะไม่ดี

แนวทางการอนุรักษ์ศิลปะชาวบ้าน

10 พ.ค.

ชื่อเรื่อง  :  ศิลปะชาวบ้าน

ผู้แต่ง  :  วิบูลย์  ลี้สุวรรณ

ผู้จัดพิมพ์  :  สำนักพิมพ์อมรินทร์

ปีที่พิมพ์  :  2546

จำนวนหน้า  :  299 หน้า

เลขเรียกหนังสือ :  974-272-727-9

สาระสังเขป  :

การศึกษาภูมิปัญญา  วัฒนธรรมและสิ่งที่เกี่ยวเนื่องที่แฝงอยู่ในงานศิลปะชาวบ้านแต่ละประเภท  แต่ละชนิด  สามารถกระทำได้โดยการอ่าน  ฟัง  ดู  แล้ววิเคราะห์  ตีความจากศิลปะชาวบ้านที่ต้องการศึกษาและปัจจัยแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกับศิลปะชาวบ้านประเภทนั้น ชนิดนั้น  เพื่อให้เกิดความรู้  ความเข้าใจศิลปะชาวบ้านประเภทนั้นอย่างลึกซึ้ง  และเข้าใจวัฒนธรรมของกลุ่มชนเหล่านั้น

ศิลปะชาวบ้านมีทั้งที่เป็นวัฒนธรรมนามธรรมหรือวัฒนธรรมที่ไม่เป็นวัตถุ และวัฒนธรรมที่เป็นวัตถุหรือวัตถุวัฒนธรรม  ที่บ่งบอกเรื่องราวต่างๆ  ของผู้คนได้เช่นเดียวกับตำนาน  เอกสารประวัติศาสตร์  หรือหลักฐานที่บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร  แต่การอ่าน  ฟัง  ดู  ศิลปะชาวบ้านอาจต้องตั้งสมมติฐานและกรอบในการศึกษาวิเคราะห์ด้วยตนเอง  เพราะสิ่งที่แฝงอยู่ในงานศิลปะชาวบ้านนั้นเป็นภาษานามธรรม   การอ่านหรือตีความจึงขึ้นอยู่กับความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับศิลปะของชาวบ้านของแต่ละคน

ทักษะเฉพาะทางของชาวบ้านเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้หัตถกรรมชาวบ้านมีลักษณะเฉพาะถิ่น  โดยทั่วไปช่างชาวบ้านมีทักษะแตกต่างกัน  ทำให้หัตถกรรมมีรูปแบบเฉพาะถิ่นที่บ่งบอกถึงวิถีชีวิตขนบธรรมเนียม ประเพณี  ความเชื่อ  ค่านิยมเรื่องความงามของกลุ่ม ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ก่อให้เกิดลักษณะเฉพาะถิ่นเข้าลักษณะที่ว่า  หัตถกรรมสะท้อนวัฒนธรรม  และวัฒนธรรมสะท้อนหัตถกรรม

การศึกษาศิลปะชาวบ้านและหัตถกรรมชาวบ้านเพื่อแสวงหาภูมิปัญญาภูมิความรู้  ที่แฝงอยู่ในศิลปะชาวบ้านและหัตถกรรมชาวบ้านเพื่อแสวงหาภูมิปัญญา  ภูมิความรู้  ที่แฝงอยู่ในศิลปะชาวบ้านและหัตถกรรมชาวบ้านประเภทต่างๆ จะช่วยให้มองเห็นความคิดที่ลึกซึ้งของคนไทยในอดีต  ว่าสามารถนำความรู้ที่มีลักษณะเป็นสหวิทยาการมาใช้ร่วมกันให้เกิดประโยชน์  สอดคล้องกับวิถีชีวิตได้เป็นอย่างดี  ทำให้รู้ว่าศิลปะชาวบ้านและหัตถกรรมที่ชาวบ้านสร้างหรืประดิษฐ์ขึ้นมิได้เป็นเพียงสิ่งที่ให้ความสนุกสนานเพลิดเพลินเท่านั้น  หากแต่แฝงความรู้ด้านมนุษยศาสตร์  วิทยาศาสตร์  ศิลปะและศาสตร์หลายสาขา  โดยประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม  โดยเฉพาะความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์ที่เป็นเทคโนโลยีขั้นพื้นฐานหรือเทคโนโลยีชาวบ้าน มาใช้เพื่อพัฒนาเครื่องมือเครื่องใช้ที่เป็นฯงานหัตถกรรมของชาวบ้านให้มีคุณภาพสูงขึ้น ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นด้วย

เมื่อมองย้อนไปในอดีตจะเห็นว่ามนุษย์พยายามสั่งสมความรู้จากประสบการณ์ในชีวิตประจำวันเพื่อประดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้ที่มีลักษณะเป็นงานหัตถกรรมมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์   ภูมิความรู้เหล่านี้ช่วยให้มนุษย์ก้าวจากสังคมล่าสัตย์แบริโภคอาหารดิบ  มาเป็นฯสังคมเกษตรกรรม  มีภาชนะดินเผาสำหรับหุงต้มอาหาร

แต่ปัจจุบันสภาพสังคมและเศรษฐกิจเปลี่ยนไปมาก  ส่งผลกระทบถึงงานหัตถกรรมของชาวบ้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น  หัตถกรรมชาวบ้านจะก้าวไปในทิศทางใดจึงจะดำรงอยู่ได้  เป็นฯเรื่องที่ต้องศึกษาวิจัยกันอย่างจริงจังเพื่อหาทางรักษามรดกของบรรพชาไทยประเภทนี้ไว้  เช่นเดียวกับศิลปะชาวบ้านประเภทอื่นล้วนแฝงด้วยภูมิปัญญาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนไทยทั้งสิ้น

 

แนวทางการอนุรักษ์และพัฒนาศิลปะชาวบ้าน

เหตุและปัจจัยที่เป็นข้อสังเกตเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งเกี่ยวเนื่องกับศิลปะชาวบ้านและหัตถกรรมชาวบ้านที่ควรนำมาศึกษาวิเคราะห์มีดังนี้

  1. ความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมซึ่งเปลี่ยนแปลงไปจากวิถีชีวิตดั้งเดิม ทั้งผู้สร้าง  ผู้แสดง  ผู้ผลิต  และผู้ใช้  ศิลปะชาวบ้านและหัตถกรรมชาวบ้านหลายชนิดไม่มีความจำเป็นต่อชีวิตประจำวันและประกอบอาชีพของชาวบ้าในปัจจุบัน  ความเปลี่ยนแปลงของศิลปะและหัตถกรรมชาวบ้านดังกล่าวมีสาเหตุมากจากการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมของชาวบ้านที่เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคศิลปะชาวบ้านควรปรับเปลี่ยนรูปแบบอย่างไรจึงจะดำรงอยู่ต่อไปได้ เป็นปัญหาใหญ่ที่ชาวบ้านคงไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตนเอง   หน่วยงานของรัฐบาลและเอกชนต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาดังกล่าว
  2. ความเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจโดยเฉพาะค่าครองชีพและค่าแรงที่สูงขึ้นเรื่อยๆ นั้น  ทำให้วิถีชีวิตของชาวบ้านเปลี่ยนไป  ช่วงเวลาการงานสั้นและรวดเร็ว ไม่ได้เป็นไปตามฤดูกาลเหมือนในอดีต  ศิลปะที่เป็นนันทนาการตามแบบชาวบ้านดั้งเดิมจึงลดลงไป   การผลิตหัตถกรรมบางชนิดไม่คุ้มทุน  เมื่อผลิตจำนวนมาก  ราคาจะถูก  ฝีมือต่ำลงซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ฝีมือช่างพื้นบ้านเสื่อมลงและสูญเสียช่างศิลป์ หรือช่างฝีมือดีไปในที่สุด
  3. ปัญหาด้านค่านิยมทางสังคม เป็นปัญหาใหญ่ เพราะปัจจุบันเป็นโลกของการสื่อสาร  ประชาชนรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งมีผลต่อระบบความคิดและค่านิยมของประชาชนด้วย  คนส่วนใหญ่ไม่เห็นความสำคัญของศิลปะชาวบ้านที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยจึงทำให้ศิลปะชาวบ้านไม่เป็ฯที่ต้องการ

 

ที่ประเทศญี่ปุ่นได้ออกกฎหมายฉบับหนึ่งชื่อ  กฎหมายการส่งเสริมหัตถอุตสาหกรรมแบบประเพณี ซึ่งมีแนวทางที่น่าสนใจดังนี้

  1. คุณสมบัติของหัตถกรรมที่ควรจะได้รับการส่งเสริม
  2. แนวทางการอนุรักษ์และส่งเสริมของรัฐบาล

2.1  หน่วยงานของรัฐในท้องถิ่นต่างๆ มีหน้าที่สนับสนุน  ฝึกหัด  อบรม  เพื่ออนุรักษ์หัตถกรรมประจำถิ่นไว้  หากเอกชนเป็นผู้ดำเนินการ  หน่วยงานรัฐจะต้องให้ความสะดวกและสนับสนุน

2.2  หน่วยงานรัฐในท้องถิ่นต่างๆ ต้องเป็นผู้เก็บข้อมูลเกี่ยวกับหัตถกรรมในท้องถิ่นที่อยู่ในขอบข่ายที่จะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ  หากมีกิจกรรมเกี่ยวกับหัตถกรรมในท้องถิ่น

2.3  ในกรณีที่ประชาชนในท้องถิ่นประสงค์จะรวมตัวกันเป็นกลุ่มหรือสมาคม  เพื่อประโยชน์ในการอนุรักษ์และส่งเสริมงานหัตถกรรมประจำถิ่น  รัฐจะให้ความช่วยเหลือ เช่น ให้เงินเพื่อตั้งเป็นกองทุนจำนวนหนึ่งตามความเหมาะสมเพื่อใช้ดำเนินงานขั้นต้น   ให้เงินช่วยเหลือในการทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์  ช่วยส่งเสริมเผยแพร่ให้ได้รับความสนใจกว้างขวางยิ่งขึ้น  ให้ความช่วยเหลือและคำปรึกษาแนะนำแก่สมาคมหรือกลุ่มผู้ผลิตงานหัตถกรรมในท้องถิ่น

กลุ่มบุคคลหรือหน่วยงานผู้ดำเนินการต้องประชาสัมพันธ์ในลักษณะแนะนำให้ผู้บริโภคชื่อชมและรู้คุณค่าของศิลปะชาวบ้านว่าเป็นมรดกวัฒนธรรมของท้องถิ่น  ที่มิได้เป็นเพียงสิ่งบันเทิงไร้สาระ  เช่นเดียวกับที่หัตถกรรมเป็นวัตถุวัฒนธรรม  มิได้เป็นเพียงสิ่งบันเทิงไร้สาระ เช่นเดียวกับที่หัตถกรรมเป็นวัตถุวัฒนธรรม  มิได้เป็นเพียงเครื่องใช้ราคาถูก  ดังนั้นจึงต้องปลุกสำนึกของผู้ใช้ผู้เสพให้ใช้การประเมินคุณค่าศิลปะและหัตถกรรมชาวบ้านมากกว่าการตีราคา  เพราะของบางอย่างไม่จำเป็นต้องมีราคาแพง แต่มีคุณค่าทางจิตใจสูง

 

 

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.